จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เอาใจนักไดเอท "เทคนิคกินหวานแบบไม่อ้วน"

 เริ่มต้นจากวิธีง่ายๆ คือ ... ถ้าเราหยุดรับประทานของหวานไม่ได้ เราก็ทำของหวานรับประทานเองเสียเลย!! เช่น การทำช็อกโกแลตสตอเบอร์รี่สุดอร่อย โดยทำง่ายๆ ด้วยการนำช็อกโกแลตไปทำให้ละลายแล้วเอามาจุ่มสตรอเบอร์รี่ จากนั้นก็แช่เย็นไว้ให้ช็อกโกแลตแข็งตัว เวลาอยากของหวานก็หยิบมากินครั้งละ 2 ลูก วิธีนี้จะทำให้ได้กินของชอบสมใจแต่ปริมาณน้อยลง เพราะช็อกโกแลตที่เคลือบผิวสตรอเบอร์รี่อยู่น่ะมีนิดเดียวเท่านั้นเอง ได้กินของหวานสมใจในปริมาณน้ำตาลที่ไม่มากเกินไปด้วยล่ะค่ะ (ผลไม้อาจเปลี่ยนเป็นกล้วย, แิอปเปิ้ล ก็ได้นะคะ)

เด็กดีดอทคอม :: เอาใจนักไดเอท "เทคนิคกินหวานแบบไม่อ้วน"

     ถ้าใครที่ติดเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ก็ลองเปลี่ยนมาจิบน้ำชาอุ่นๆ ใส่น้ำตาลเทียมครึ่งซองในระหว่างวัน จะช่วยให้รู้สึกสบายท้องและผ่อนคลายขึ้นค่ะ ได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสชาติหวานและยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยนะคะ ส่วนใครที่ติดการรับประทานขนมตลอดเวลา แนะนำให้ลองหาลูกอม หรือหมากฝรั่งที่มีน้ำตาลน้อยติดตัวไว้ตลอดเวลานะคะ ถ้าอยากของหวานก็คว้าใส่ปากเลยค่ะ แก้ขัดกันได้ เดี๋ยวเราก็ลืมไปเองว่าเราอยากรับประทานขนม (55+)

เด็กดีดอทคอม :: เอาใจนักไดเอท "เทคนิคกินหวานแบบไม่อ้วน"

     จำไว้นะคะว่าก่อนจะเอาอะไรใส่ปากก็ตามให้นึกไว้เสมอว่าทุกสิ่งที่กินเข้าไปนั้นสามารถทำให้เราอ้วนได้ทั้งนั้น ดังนั้นเพื่อให้มีผลต่อน้ำหนักน้อยที่สุด เราควรเลือกรับประทานแต่อาหารที่เป็นของแคลรอรีต่ำ เช่น ช็อกโกแลตไขมันต่ำ เค้กแบบไขมันต่ำ และถ้าทำได้เราก็ควรจะลดปริมาณของหวานที่เรารับประทานเป็นปกติให้เหลือแค่ครึ่งหนึ่งของปกติเท่านั้น

เด็กดีดอทคอม :: เอาใจนักไดเอท "เทคนิคกินหวานแบบไม่อ้วน"

     หรืออีกหนึ่งวิธีที่ดีต่อสุขภาพคือ ให้ใช้ความหวานของผลไม้ทดแทน ถ้ารับประทานผลไม้แล้วความอยากของหวานก็จะลดลงไปเองค่ะ ... และสิ่งสุดท้ายที่นักไอเดททั้งหลายต้องท่องจำให้ขึ้นใจเลยก็คือ ใน 1 วัน ไม่ควรจะรับประทานมากกว่า 1,200 แคลอรี ถ้าเรารู้ตัวว่าจะต้องกินของหวานที่มีแคลอรีสูงแน่ๆ เราก็จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานในบางมื้อค่ะ เช่น เปลี่ยนมารับประทานสลัดผักน้ำใสที่มีแคลอรีต่ำแทน แบบนี้จะทำให้ปริมาณแคลอรีจากอาหารที่เรารับประทานจะมีปริมาณพอดีๆ ค่ะ

     อ่อ! และเพื่อการเผาผลาญพลังงานที่ได้จากของหวานนะคะ  หลังกินของหวาน 5 ชั่วโมง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เพื่อกำจัดแป้งและน้ำตาลก่อนกลายเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยก่อนและหลังออกกำลังกาย ควรดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่นเพื่อเสริมระบบเผาผลาญควบคู่ไปด้วยค่ะ

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

5 เคล็ดลับ... พักสายตาที่เมื่อยล้าจากการอ่านหนังสือ


เคล็ดลับที่ 1 หลับตาหน่อยน้อง             การหลับตา เป็นวิธีที่แสนเบสิค เวลาสายตาเมื่อยล้าจะมีสัญญาณเตือน คือ ปวดตา แสบตา ลองหลับตาสักพัก ให้กล้ามเนื้อดวงตาได้พักผ่อน ถือเป็นการพักสายตาที่ง่ายแต่ได้ผลดีที่สุด นอกจากนี้มีอีกหนึ่งเคล็ดลับค่ะ ลองหลับสัก 5-10 นาที (เชื่อว่าน้องหลายคนคงหลับไปเลย) หลับแบบนี้เพื่อให้แสงแดด หรือแสงจากธรรมชาติผ่านหนังตา ไม่น่าเชื่อว่าประโยชน์ของแสงแดดที่ผ่านหนังตาจะช่วยให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตรอบดวงตาด้ เป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตาได้ดีทีเดียว
             เคล็บลับที่ 2 ฝ่ามืออรหันต์             เคล็ดลับที่ฟังดูน่ากลัว แต่ได้ประโยชน์แบบสุดๆ ต้องยกให้มือน้อยๆ คู่นี้ของเรา จะเป็นการใช้ความอุ่นในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา โดยให้น้องๆ เอาฝ่ามือทั้งสองมาถูกันจนรู้สึกอุ่นขึ้น เหมือนที่เราทำกันเวลาหน้าหนาวไงจากนั้นก็หลับตาและเอาขึ้นมาประคบที่ตา ทิ้งไว้สักพัก ทำแบบนี้สัก 2-3 ครั้ง จะรู้สึกได้เลยว่าเราสบายตาขึ้นจนรู้สึกได้
 

เด็กดีดอทคอม :: 5 เคล็ดลับ... พักสายตาที่เมื่อยล้าจากการอ่านหนังสือ

             เคล็บลับที่ 3 สีเขียวอยู่ไหน             เคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ว่า สีเขียวเป็นสีที่ดูแล้วสบายตา ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ร่มรื่น ถ้าจะพักสายตาให้ไปมองไกลๆ หรือมองหาพื้นที่สีเขียวเข้าไว้ ถ้าจะให้ดีที่สุด ก็คือ มองต้นไม้ ต้นหญ้า แต่ถ้าอ่านในบ้านก็ให้มองหามุมสีเขียวแบบเขียวต้นไม้ ใบไม้ ไม่ควรเป็นเขียวอ่อนแบบแสบตาหรือเขียวสะท้อนแสง เพราะจะยิ่งแสบตาเข้าไปอีก หรืออีกวิธี ก็คือ ลองหาต้นไม้ปลอมมาวางไว้ที่โต๊ะสร้างบรรยากาศให้ดูกุ๊กกิ๊กน่ารัก น่านั่งอ่านหนังสือก็ได้นะ
             สำหรับเหตุผลในทางศิลปะ และวิทยาศาสตร์นั้นได้บอกว่า สีเขียวเป็นสีโทนเย็นและไม่ดูดแสง ทำให้ไม่สะท้อนเวลาแสงส่องเข้ามา จึงทำให้สายตาได้พักผ่อน นอกจากนี้พลังของสีเขียวยังทำให้ประสาทสายตา และระบบประสาทได้ผ่อนคลาย แถมยังช่วยให้ความดันโลหิตของเราลดลงได้อีกด้วย

            เคล็ดลับที่ 4 กระพริบตาปิ๊งๆ            การจ้องหนังสือหรือคอมพิวเตอร์นานๆ จะเกิดอาการตาแห้ง ผลที่ตามมาก็จะแสบตา พี่มิ้นท์แอบเป็นอยู่บ่อยๆ ค่ะ  การกระพริบตาช่วยได้เยอะเหมือนกัน เพราะทุกครั้งที่กระพริบตาจะทำให้มีน้ำตามาหล่อเลี้ยงหรือเคลือบดวงตาของเราให้ชุ่มชื่นนั่นเอง โดยเฉลี่ยแล้วคนเราจะกระพริบตาทุกๆ 2-3 วินาทีค่ะ แต่เวลาอ่านหนังสือเนี่ย ไม่รู้ว่าตั้งใจเกินไปจนลืมกระพริบตารึป่าว ทำให้เราใช้เวลาถึง 5-6 วินาทีในการพริบตาหนึ่งครั้ง น้ำตาจึงระเหยมากกว่าปกติ เป็นสาเหตุให้แสบตานั่นเอง

            ดังนั้น น้องๆ ต้องกระพริบตาบ่อยๆ หรือกระพริบตามปกติก็ได้ค่ะ แต่ใน 1 นาทีต้องให้ได้อย่างน้อย 12 ครั้งนะคะ

           เคล็ดลับที่ 5 ตู้ปลาหรรษา           ไม่ต้องงงว่าตู้ปลาเกี่ยวอะไร ถ้าน้องๆ เมื่อยล้าสายตา ลองหาตู้ปลาเล็กๆ ไว้ที่โต๊ะอ่านหนังสือ เหนื่อยๆ ก็ลองหันไปดูปลาแหวกว่ายตู้ปลาเล็กๆ อันนั้น รับรองว่าจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นแน่ๆ เพราะเวลาเราเพ่งมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ ในบรรยากาศที่แห้งแล้งขาดสีสัน เราจะเบื่อและรู้สึกอึดอัด ซึ่งถ้าหันไปมองการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างปลา ก็ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อดวงตาได้อีกทางนึง และยังช่วยให้หายเครียดได้ด้วย อ้อ..ปลาที่ว่าก็ขอให้เป็นปลาเล็กๆ สีสันสวยงามนะคะ อย่าให้ถึงกับเอาปลาคราฟ ปลาหมอสีหรือปลาแปลกๆ มาเลี้ยงเลย เกรงว่าจะต้องผงะก่อนอ่านหนังสือจบ
เด็กดีดอทคอม :: 5 เคล็ดลับ... พักสายตาที่เมื่อยล้าจากการอ่านหนังสือ

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

10 สาเหตุใกล้ตัวที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำคุณฟันเหลือง-ปากเหม็น


ไม่ว่าใคร ก็ต้องอยากเป็นเจ้าของรอยยิ้มสดใส น่าประทับใจ แม้สาวหลายคนจะพยายามดูแลสุขภาพปากและฟันเป็นอย่างดี ทั้งแปรงฟันสม่ำเสมอ ถึงไปพบหมอฟัน 2 ครั้งต่อปี แต่สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่เพียงพอ เพราะแท้จริงแล้ว ยังมีสิ่งใกล้อีกหลายอย่าง ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนว่า มันคือสาเหตุที่ทำให้ สุขภาพช่องปากของคุณย่ำแย่ 
      
       โอกาสนี้เราจัดมาให้ทราบแล้วค่ะ ว่า 10 สิ่งใกล้ตัว ที่แทบไม่น่าเชื่อ ว่าจะทำให้คุณเกิดปัญหาสุขภาพปากและฟันนั้น มีอะไรกันบ้าง
  
       1.เครื่องดื่มเกลือแร่ 
      
       ปัจจุบันเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ ที่ช่วยทดแทนการสูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย มีจำหน่ายมากมายหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งก็มิใช่แค่พ่อหนุ่มนักกีฬาเท่านั้นที่นิยม สาวเราบางคนเมื่อรู้สึกอ่อนเพลีย ก็ซื้อหามาดื่มหวังสร้างความกระปรี้กระเปร่าอยู่เป็นประจำ แต่ทราบหรือไม่ว่า เครื่องดื่มประเภทนี้ ไม่ดีต่อฟันเอาซะเล้ย
      
       ทั้งนี้เพราะมีผลการวิจัย ออกมายืนยันว่า เครื่องดื่มเกลือแร่เหล่านี้ มักมีค่าความเป็น กรด อยู่ในระดับสูง ซึ่งกรดเหล่านี้ สามารถส่งผลให้ผิวฟันผุกร่อนได้ง่ายๆ นอกจากนี้น้ำตาลที่มีอยู่ในเครื่องดื่มนี้ เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานาน ยังก่อให้เชื้อ แบคทีเรีย (Bacteria) ซึ่งเป็นสาเหตุให้ ฟัน เปราะ แตกหักง่าย และเกิดภาวะร่องเหงือกอักเสบ ได้อีกด้วย
      
       "การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่า เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับผู้สูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา อาจนำไปสู่การพังทลายของฟัน เนื่องมาจากกรด ซึ่งมีความเข้มข้นสูง ที่มีอยู่ในเครื่องดื่มนั้น เข้าไปทำลายเคลือบผิวฟัน” David F. Halpern ประธานสถาบันทันตกรรม แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุ
       2. การแปรงฟันผิดเวลา
      
       หลายท่านเคยชิน ทานอาหารเสร็จปุ๊บ ต้องรีบเข้าห้องน้ำแปรงฟันปั๊บ เพื่อหวังกำจัดเชื่อแบคทีเรีย เป็นอีกหนทางในการป้องกันฟันผุ แต่ในความจริงแล้ว การแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพฟันเสมอไป หากมื้อนั้นคุณรับประทาน อาหารที่มีกรดสูง เช่น ไวน์ , กาแฟ , น้ำอัดลม หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
      
       ทั้งนี้เพราะ อาหารที่มีกรดสูง เมื่อเรารับประทานเข้าไป กรดของมันจะเข้าไปทำลายเคลือบฟันมากอยู่แล้ว หากยิ่งไปขัดถู แปรงฟันเข้าอีก เคลือบฟันก็จะยิ่งสึกกร่อนและถูกทำลายมากเข้าไปใหญ่ ฉะนั้นแนะนำว่า หลังทานอาหารที่มีกรดสูงเข้าไป ให้กลั้วปากด้วยน้ำเปล่าไปก่อน จากนั้นรอสัก 1 ชั่วโมงแล้วค่อยแปรงฟัน เช่นนั้นจะส่งผลดีต่อฟันมากกว่าค่ะ
  
       3.นิยมจิบไวน์
      
       “ไวน์” (wine) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) ที่หลายคนติดอกติดใจนี่แหละค่ะ ที่เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ซึ่งทำให้ฟันผุ เพราะกรดที่มีอยู่ในไวน์นั้น สามารถทำให้เคลือบฟันของเราค่อยๆ เสื่อมสภาพลง ฉะนั้นสำหรับผู้ชื่นชอบการจิบไวน์ แต่อยากลดความเสี่ยงเรื่องภาวะฟันผุ David F. Halpern  แนะนำว่า ควรจิบไวน์แต่พอควร จิบเรื่อยๆ ทีละนิด หลังจิบแล้วก็ดื่มน้ำเปล่าเข้าไปสักหน่อย เพื่อให้น้ำเปล่าช่วยชำละล้างกรดในไวน์ ไม่ให้ทำลายเคลือบฟันได้มากนัก
      
       รวมถึงรับประทานไวน์ คู่กับอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม (Calcium) เช่น ดื่มไวน์ขาว คู่กับ ชีส (chese) หรือรับประทานอาหารอย่างอื่นเป็นกับแกล้ม ระหว่างจิบไวน์ไปด้วย เพราะน้ำลายที่เกิดจากการเคี้ยวอาหารจะช่วยให้กรดในไวน์เจือจางได้
       4.ทานยาลดน้ำหนัก
       

       เชื่อว่าหลายคน คงได้ยินกันมาบ่อยแล้ว สำหรับเรื่องผลข้างเคียงของยาลดน้ำหนัก ที่อาจส่งผลต่อประสาท ทานแล้วเบลอ หรือพอเลิกทานน้ำหนักก็กลับมามากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ฯลฯ นอกจากผลข้างเคียงที่คุ้นหูนั้น ยังมีอีกอย่างที่คุณอาจไม่ทราบนั่นคือ ยาลดน้ำหนัก ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงทำให้คุณเป็นโรคเหงือก และฟันผุได้ด้วย
      
       เพราะยาลดความอ้วนส่วนใหญ่ มักส่งผลให้ต่อมน้ำลาย ผลิตน้ำลายน้อยลง ซึ่งเมื่อน้ำลายในปากน้อยลง เชื้อแบคทีเรีย  ที่มีอยู่ในช่องปากก็จะทำลายเหงือกและฟันของคุณได้มากขึ้น จนนำไปสู่อาการฟันผุ สุขภาพช่องปากย่ำแย่
      
       ฉะนั้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คู่ไปกับการควบคุมอาหาร จึงเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุด ที่นอกจากจะทำให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยแล้ว ยังปกป้องร้อยยิ้มสวยๆ ของคุณไว้ได้อีกต่างหาก
  
       5. ดื่มชา - กาแฟ 
      
       เครื่องดื่มร้อนๆ หอมกรุ่น อย่าง ชา - กาแฟ ที่สาวเราชอบดื่มกัน นอกจากจะทำให้เกิดคราบไม่น่ามองที่ฟันแล้ว สารแทนนิน (tannin) ในชา - กาแฟ ยังส่งผลต่อผิวฟัน ทำให้ผุกร่อนง่ายอีกด้วย ดังนั้นนอกจากจะแนะนำให้ดื่มชา กาแฟ แต่พอดีแล้ว หลังดื่มเสร็จ ควรกลั้วน้ำเปล่าเสียหน่อยเพื่อช่วยเจือจาง สารแทนนิน มิให้ทำลายผิวฟัน และถ้าจะให้ดีควรเพิ่มนม ลงไปในชา หรือกาแฟด้วย
      
       “สารแทนนิน ใน ชาดำ และกาแฟ จะเข้าไปทำลายผิวเคลือบฟัน , ทั้งยังทำให้เกิดเป็นคราบฝังแน่นที่ผิวฝันอีกด้วย ฉะนั้นจึงแนะนำว่า ควรบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้อย่างพอเหมาะ และควรเพิ่มนม ลงในชา หรือกาแฟ ของคุณเพื่อช่วยต่อต้านกรดที่มีในชา และกาแฟเหล่านั้นด้วย” ประธานสถาบันทันตกรรม David F. Halpern ให้ข้อมูล
       6. อดอาหาร ลดน้ำหนัก
      
       เมื่ออยู่ในช่วงไดเอท (diet) บางคนตั้งหน้าตั้งตา จำกัดอาหาร หวังลดน้ำหนัก ควบคุมสัดส่วนให้สวยนิ้ง จนลืมคิดไปว่า การที่คุณสาวๆ รับประทานอาหารน้อยลงนั้น เป็นสาเหตุให้คุณขาดวิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญต่อเหงือก และ ฟัน ทั้ง โฟเลต (Folate) , วิตามินดี (Vitamin D) , โปรตีน (Protein) , แคลเซียม , วิตามินซี (Vitamin C) ฯลฯ
      
       นอกจากนี้พฤติกรรมการรับประทานน้อย ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง จนอาจเกิดการติดเชื้อที่เหงือก และช่องปากได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
  
       7.ทานยาคุมกำเนิด
      
       เกิดเป็นผู้หญิง ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ เพราะยาคุมกำเนิด ที่สาวมีคู่แล้ว ต้องรับประทานเพื่อคุมกำเนิดเนี้ย ส่งผลต่อการรักษาโรคเหงือก และฟัน ที่จะทำได้ยากขึ้น
      
       ทั้งนี้ มีการศึกษายืนยันว่า ผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด หากพวกเธอเกิดภาวะฟันผุ แล้วต้องไปถอนฟันนั้น มีแนวโน้มว่า ผู้หญิงกลุ่มนี้ จะเกิดภาวะการติดเชื้อ ที่เหงือกมากกว่าคนทั่วไป (ผู้ไม่รับประทานยาคุมกำเนิด) ถึง 2 เท่า ฉะนั้นหากคุณยังต้องรับประทานยาคุมกำเนิดจริงๆ แนะนำว่า ควรปรึกษากับทันตแพทย์ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคอยระมัดระวัง สอดส่องผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น
       8.ฮอร์โมนในช่วงวัยรุ่น เพิ่มความเสี่ยง โรคเหงือก
      
       เป็นอีกเรื่องที่ต้องเตือนกันไว้ สำหรับ หนุ่ม-สาว แรกรุ่น ที่นอกจากเราจะทราบกันดี ว่าเมื่อ ฮอร์โมน (Hormone) ในช่วงวัยรุ่นพุ่งพล่าน นอกจากจะทำให้เกิดสิว หน้ามัน ฯลฯ แล้ว ยังสามารถทำให้เกิดภาวะเหงือกบวม และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อที่เหงือก เกิดโรคเหงือกอักเสบ และแผลในปากได้ง่ายขึ้น
      
       แต่ทั้งนี้ หากดูแลสุขอนามัยภายในช่องปากให้ดี แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอ และพบแพทย์เป็นประจำ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ได้ค่ะ
  
       9. การฟอกฟัน ให้ขาว 
      
       แม้ยังไม่ชัดเจนว่า การฟอกฟันขาวจะทำลายผิวฟัน แต่ก็มีงานวิจัยหลายชิ้น ที่ระบุว่า การฟอกฟันเพื่อให้ขาวใสนั้น สามารถส่งผลให้ผิวฟันบอบบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำบ่อยเกินไป !
      
       ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจฟอกสีฟันตามคลินิก(clinic) , ใช้เจลฟอกสีฟันด้วยตัวเองที่บ้าน หรือแม้กระทั่งใช้ยาสีฟันไวท์เทนนิ่ง (Whitening)ที่อาจมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนผิวฟัน ควรพิจารณาให้ถ้วนถี่ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเสมอจ้า
       10.อายุเพิ่ม กระดูก - ฟัน ยิ่งอ่อนแอ
      
       เป็นเรื่องธรรมดา ที่ต้องเตรียมใจค่ะ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กระดูก และฟัน ของเราย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลา แม้เรื่องอายุจะหยุดยั้งไม่ได้ แต่คุณก็สามารถช่วยบรรเทา ความสึกหลอของฟันได้ ทั้งการรับประทานอาหารที่เปี่ยมไปด้วยแคลเซียม รวมถึงใช้ ยาสีฟัน ที่มีส่วนผสมของ ฟลูออไรด์ (fluoride) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันฟันผุ
      
       "ผู้สูงอายุที่แปรงอย่างสม่ำเสมอด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์ หรือบ้วนปากด้วยฟลูออไรด์ อย่างสม่ำเสมอ จะมีฟันผุน้อยกว่า ผู้ที่ไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์” ” ประธานสถาบันทันตกรรม แห่งสหรัฐอเมริกา David F. Halpern ให้ข้อมูลปิดท้าย
ที่มา http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9540000098997

เลือกรองเท้าส้นสูงให้"เหมาะ" กับสีผิว

หากคุณเป็นสาวที่มีสีผิวค่อนข้างคล้ำ ควรเลือกใส่รองเท้าสีเข้มอย่าง น้ำตาลเข้ม น้ำตาลทอง กรมท่า สีเขียวเข้ม เป็นต้น ห้ามเลือกใส่รองเท้าที่มีสีอ่อน หรือสดใสเกินไปเด็ดขาด ถ้าไม่อยากดูเป็นตัวตลก

           หากคุณเป็นสาวผิวสองสี หรือสาวผิวน้ำผึ้ง ควรเลือกใส่รองเท้าโทนสีผสมที่ดูไม่ร้อนแรง แต่ก็ไม่เย็นตาจนเกินไปอย่าง สีเลือดนก ชมพูอมส้ม เขียวอมฟ้า น้ำตาลอมแดง เป็นต้น

           หากคุณเป็นสาวผิวขาว ว้าว ๆๆๆ ผิวสีนี้สามารถใส่ได้ทุกโทนสีค่ะ เพียงแค่เลือกให้เหมาะกับชุดที่คุณสวมใส่เป็นอันสวยเริ่ด 











วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิธีกา่รพอกหน้าด้วยมะเขือเทศ

วันนี้เอาวิธีการพอกหน้าด้วยมะเขือเทศที่ง่ายๆและเพื่อนๆสามารถทำได้เองที่บ้านมาฝากกันค่ะ

5 สูตรพอกหน้าด้วยมะเขือเทศ
สูตร 1 กระชับรูขุมขนด้วยมะเขือเทศและมะนาว
ผสมน้ำมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำมะนาวสด 2-4 หยด แล้วใช้สำลีชุบน้ำมะเขือเทศกับมะนาวที่ผสมไว้บนผิวบริเวณที่ต้องการ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วใช้น้ำอุ่นเกือบเย็นล้างออกเพื่อทำให้รูขุมขนหดตัวลงและบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น

สูตร 2 รักษาสิวด้วยเนื้อมะเขือเทศ
ลองใช้วิธีนี้ในการรักษาสิวที่เรื้อรังไม่หายขาด บดมะเขือเทศสดแล้วทาให้ทั่วใบหน้าแล้วหลับตาพักผ่อนโดยทิ้งให้มะเขือเทศอยู่บนใบหน้าประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นเกือบเย็น ใช้วิธีนี้ทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก็จะเห็นผล

สูตร 3 ล้างหน้าด้วยมะเขือเทศ
หั่นมะเขือเทศออกเป็นครึ่งลูกแล้วนำมาถูให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที พยายามถูในบริเวณที่เป็นสิวหัวดำมากกว่าที่อื่น แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นเกือบเย็น ใช้วิธีนี้เมื่อต้องการล้างหน้าพร้อมกระชับรูขุมขนและยังช่วยลดความมันส่วนเกินได้ด้วย

สูตร 4 กระชับรูขุมขนด้วยมะเขือเทศ
เป็นสูตรกระชับรูขุมขนแบบเย็นและอ่อนโยน โดยคั้นให้ได้น้ำมะเขือเทศสดพร้อม ดื่ม หั่นแตงกวาบางๆ แล้วบีบให้ได้น้ำแตงกวาลงไปในน้ำมะเขือเทศ คนให้เข้ากัน แล้วใช้สำลีทาให้ทั่วใบหน้า จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นพอสมควร ควรใช้วันละหนึ่งครั้งเพื่อให้ได้ผลดี

สูตร 5 พอกหน้าด้วยมะเขือเทศ
โดยนำมะเขือเทศสดไร้สารตกค้างมาปั่นให้ละเอียด (หรือคั้นสดๆ ก็ได้ หากไม่มีเครื่องปั่นผลไม้) นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ทำให้ใบหน้าแลดูสดใสเปล่งปลั่งขึ้นทันตา แต่สำหรับบางคนที่ไม่มีเวลาหรือขี้เกียจทำเองละก็ลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมะเขือเทศมาใช้แทนก็ได้

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประวัติส่วนตัว

ชื่อ น.ส.จิรวดี  สมบัตินันท์  ชื่อเล่น อ้อม
การศึกษา ม.1-ม.6  โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา
สีที่ชอบ สีเขียว
อุปนิสัย ร่าเิรง คุยเก่ง ขี้อายเล็กน้อย ขี้กังวล ขี้เกรงใจ
สัตว์เลี้ยง สุนัข1ตัว ชื่อ น๊อคเอ้าท์

ทำบล็อกครั้งแรก

พึ่งเคยทำบล็อกครั้งแรก เป็นประสบการใหม่ๆและหวังว่าจะได้ความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมด้วยนะค่ะ